Archive for September, 2008
Monday, September 22nd, 2008
มาถึงอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวประเภทอุทยานกันบ้างกับ “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา “ ซึ่งอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยสัตว์ป่าและสภาพป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ครอบคลุมเนื้อที่ป่าแม่งัด ป่าแม่แตง และป่าเชียงดาว ในท้องที่อำเภอพร้าว อำเภอแม่แตง และอำเภอเชียงดาว รวมเนื้อที่ 652,000 ไร่ ลักษณะเป็นป่าดิบเขา ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนทอดตัวเป็นแนวเหนือใต้ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ไหลสู่แม่น้ำปิง และอุทยานแห่งชาติศรีลานนามีสภาพป่าประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา มีไม้นานาชนิด ได้แก่ ไม้ยาง กะบาก ยมหอม อบเชย ตะเคียนทอง ตะแบก สัก แดง ประดู่ กะบก เต็ง รัง เหียง พลวง ชิงชัน เป็นต้น ไม้พื้นล่างจะเป็นไม้ไผ่หลายชนิด ปาล์มต่าง ๆ เฟิร์น และไม้ตระกูลก่อ เช่น ก่อเดือย ก่อตาหมู เป็นต้น สัตว์ป่าประกอบด้วย เสือ เก้ง เลียงผา หมี หมูป่า ลิง กระต่ายป่า ไก่ป่า และนกนานาชนิด สำหรับบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีนกสำคัญ ๆ เช่น นกเป็ดน้ำ นกกระยางขาว นกกระยางโทนน้อย
นกกระยางโทนใหญ่ นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ นกกระสา และนกกระยางกรอกพันธุ์จีน ซึ่งก็เหมือนป็นอีกหนึ่งอุทยานที่รวมรวมสัตว์และพันธุ์ไม้หายากนานาชนิดไว้ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปชมอีกหนึ่งแห่งครับ
Tags: ศรีลานนา, อุทยานแห่งชาติ, อุทยานแห่งชาติศรีลานนา
Posted in Uncategorized | No Comments »
Sunday, September 21st, 2008
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นอุทยานอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปท่องเที่ยวคือ “อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง” และอุทยานแห่งชาติแม่ฝางมีดอยสำคัญได้แก่ ดอยผ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขาง สภาพป่าส่วนใหญ่ยังสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณในระดับเชิงเขา ป่าดิบแล้งบริเวณริมลำห้วยลำธาร ป่าสนเขาและป่าดิบเขาบนยอดเขาสูง ป่าผืนนี้เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำฝาง มีไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ตะเคียน มะไฟป่า ตะแบก สัก จำปีป่า ฯลฯ รวมทั้งพันธุ์ไม้ที่หายากของไทย เช่น เทียนหาง กุหลาบพันปี เป็นต้น ด้วยสภาพพื้นที่ที่ติดต่อกับป่าธรรมชาติในพม่า ทำให้มีสัตว์ป่าย้ายถิ่นเข้ามาอยู่เป็นประจำ ป่าแห่งนี้จึงชุกชุมด้วยสัตว์นานาชนิด เช่น เก้ง กวาง หมี หมูป่า เลียงผา ฯลฯ ซึ่งแค่ฟังชื่อ สัตว์และพันธุ์ไม้ก็คงทำให้หลายๆท่านอยากมากันแล้ว เนื่องจากสัตว์แต่ละชนิดไม่สามารถหาชมได้ทั่วไป การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง จะเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตัวเมืองฝางตรงไปจนพบสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายไป 9 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจนตลอดทาง เป็นถนนลาดยาง จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก จึงมีสัตว์ป่ามาก มายอาศัยอยู่ ได้แก่ ไก่ป่า หมูป่า นกต่างๆ ส่วนสัตว์ที่เป็นจุดเด่นที่น่าสน ใจได้แก่ ไก่ป่า หมูป่า งูเหลือม นกชนิดต่างๆ ค้างคาว และอื่นๆ อีกมากมาย ในอุทยานฯ ได้มีการจัดเตรียมบ้านพัก ห้องอาบน้ำแร่ ห้องอบไอน้ำ ร้านอาหาร และ ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และลานกางเต็นท์ พร้อมเต็นท์และเครื่องนอนให้เช่าในราคา 250-800บาท / คืน (พักได้ 2-6 คน) และมีบริการให้เช่าชุดเครื่องนอนประกอบด้วย หมอน ถุงนอน ที่รองนอนและชุดสนาม ในอัตรา 150 บาท/ชุด/คืน
หรือชุดเครื่องนอนประกอบด้วยหมอนใหญ่ ที่นอน ผ้าห่มและชุดสนามในอัตรา 200 บาท/ชุด/คืน โดยติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ จากที่กล่าวมาทั้งหมดคงทำให้เห็นภาพถึงความสวยงามกันบ้างแล้ว หากใครได้มาท่องเที่ยวเชียงใหม่ยังไงก็อย่าลืมแวะ “อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง” นะครับ
Tags: สถานที่ท่องเที่ยว, อุทยานแห่งชาติ, อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง, แม่ฝาง
Posted in Uncategorized | No Comments »
Friday, September 19th, 2008
อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยผักไผ่ ซึ่งมีพื้นที่ซึ่งเป็นที่ลาดภูเขา มีลำธารธรรมชาติไหลผ่านเพียงแค่ทราบเท่านี้ก็คงทำให้หลายคนเกิดความอยากไปมาแล้วล่ะสิครับ มาดูต่อกันเลย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยผักไผ่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 550-600 เมตร อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียส อยู่ในเขตหมู่บ้านแม่ฮะ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ มีราษฎรชาวพื้นเมืองซึ่งมีฐานะค่อนข้างยากจนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่เนื่องจากทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผลทำให้ผลผลิตต่ำมาก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผักไผ่เมื่อตั้งขึ้นก็ได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 จังหวัดเชียงใหม่ ทำการปรับปรุงที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ส่งเจ้าหน้าที่และบุคลากรเข้ารับผิดชอบในพื้นที่และได้รับเงินสนับสุนจากไต้หวันซึ่งให้ความช่วยเหลือในด้านงานวิจัยการเกษตรที่สูง พร้อมทั้งจัดผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำในการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ พืชที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผักไผ่ให้การส่งเสริมแบ่งออกเป็น คือ1. พืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่ ขิง กระเทียม ข้าวนาดำ และถั่วเหลือง2. พืชผัก ได้แก่ ผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมและศึกษาพันธุ์กุหลาบ
โดยได้รวบรวมพันธุ์และศึกษาพันธุ์กุหลาบชนิดต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศและสั่งจากประเทศ ได้แก่ กุหลาบดอกใหญ่ กุหลาบพวง กุหลาบพวงดอกใหญ่ และกุหลาบหนู นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปชมและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ครับ
Posted in Uncategorized | No Comments »
Thursday, September 18th, 2008
สถานที่ทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง เส้นทางนี้สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานทุ่มเทให้กับอินทนนท์ และได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ เส้นทางนี้มีระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง การสะสมของอินทรียวัตถุในป่าดิบเขา ลักษณะอากาศข้าวตอกฤาษีที่ขึ้นตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็นพืชที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์สูง จะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตรเท่านั้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี เป็นต้น ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกหลายเส้น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิโลเมตรที่ 38 และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกลุ่มน้ำตกแม่ปาน เป็นต้น แต่ละเส้นใช้เวลาในการเดินต่างกันตั้งแต่ 20 นาที – 7 ชั่วโมง และเหมาะที่จะศึกษาสภาพธรรมชาติที่ต่างกันด้วย ศึกษารายละเอียดเส้นทางได้จากที่ทำการอุทยานฯ และจะต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางจากที่ทำการฯ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การใช้สถานที่เพื่อการพักเฉพาะถิ่น
พืชที่อาศัยเกาะติดต้นไม้ ลักษณะของต้นน้ำลำธาร และลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่นต้นค้างแรมหรือจัดกิจกรรมอื่น ๆนอกเหนือจากบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต้องขออนุญาตจากหัวหน้าอุทยานฯ เป็นลายลักษณ์อักษร และหากใครได้มาสัมผัสแล้วคงจะติดใจกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้
Posted in Uncategorized | No Comments »
Wednesday, September 17th, 2008
สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอีกหนึ่งสถานที่นั่นคือ สวนรุกขชาติห้วยแก้ว ประวัติความเป็นมาในปี พ.ศ. 2456 Mr. S. Gardner ซึ่งดำรงตำแหน่งพนักงานป่าไม้ภาคเชียงใหม่ ได้ทดลองปลูกพรรณไม้สีเสียดแก่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บนพื้นที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ แต่ในช่วงสงครามไม้สีเสียดแก่นถูกตัดฟันไปใช้จนหมด หลังสงครามป่าไม้ภาคเชียงใหม่จึงตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ในปี พ.ศ. 2496 แต่ด้วยพื้นที่มีขนาดเล็กประมาณ 62 ไร่ จึงได้เปลี่ยนเป็นสวนรุกขชาติในปี พ.ศ. 2499 เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกับเมืองใหญ่ มีการขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานอื่นๆ จำนวนมาก จนในปัจจุบันเหลือพื้นที่ดำเนินการประมาณ 40 ไร่ นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2527 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ขอจัดสร้างสวนสุขภาพขึ้นในบริเวณพื้นที่สวนฯสวนรุกขชาติห้วยแก้วมีพื้นที่เป็นที่ราบบริเวณเชิงดอยสุเทพ มีกำแพงเมืองเก่ายาวขนานไปกับพื้นที่สวนและคูเมือง ซึ่งเป็นเมืองเก่า สภาพดินค่อนข้างเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกชะล้างหน้าดินเดิมไปจนเกือบหมด ระดับความสูงประมาณ 350 เมตรพรรณไม้ในสวนรุกขชาติห้วยแก้วส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ที่ปลูกขึ้นเพื่อการทดลองปลูกในกิจการป่าไม้โดยนักศึกษาป่าไม้แพร่ (วนศาสตร์) รุ่นที่ 15 ที่มาฝึกงานภาคสนามในระหว่างปี พ.ศ. 2489-2490 ซึ่งทำให้ต้นเหล่านี้มีอายุกว่า 60 ปี มีทั้งไม้ท้องถิ่น ไม้ต่างถิ่นรวมทั้งไม้ต่างประเทศ
โดยเฉพาะยางนา มีจำนวนมากที่สุด และมีพรรณไม้บางส่วนที่กระจายพันธุ์มาจากดอยสุเทพ เช่นคำมอกหลวง แสล่งหอมไก๋ มะหาด รักขี้หมู รกฟ้า สลีนก และทะโล้ เป็นต้น ซึ่งหากใครได้มาท่องเที่ยวแล้วก็คงจะติดใจและตื่นตาตื่นใจไปกับความสวยงามของพันธุ์ไม้ นานา ชนิดที่อยู่ใน สวนรุกขชาติห้วยแก้วแห่งนี้
Posted in Uncategorized | No Comments »
Tuesday, September 16th, 2008
มาถึงที่เที่ยวสำหรับครอบครัวกันบ้างนั่นคือ “วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร” ซึ่งวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๑๙๙๔ โดยนายสร้อย นางเม็ง เป็นผู้สร้างขึ้นขนดอยจอมทอง จึงได้ชื่อว่า“ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ” สูงจากที่ราบ ๑๐ เมตร อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากอำเภอเมือง เชียงใหม่ ๕๘ กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกมีเทือกเขาเรียกว่า “ดอยอินทนนท์”และลำน้ำแม่กลาง วัดนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายและยังมีพระวิหาร และมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางในพระวิหารมณฑลปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นทักษิณโมลีธาตุ คือพระธาตุฯ จอมเศียรเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระบรมธาตุแปลกกว่าที่อื่น ๆ มาก เพราะมิได้บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ แต่บรรจุอยู่ในผอบธาตุฯ ออกจากผอบทองคำลงในโกฏแก้ว ที่มีฝาครอบเป็นทองคำ พานรองเป็นเงิน มีสร้อยทองคำโยงลงมาจากฝาครอบทองคำมายังพานเงินทั้ง ๔ ด้าน นอกจากนี้ยังมี พระอุโบสถ พระเจดีย์ หอพระไตรปิฏก หอสรงน้ำพระบรมธาตุฯ อาคารพิพิธภัณฑ์ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนพระปริยัติธรรม กุฏิสงฆ์ สำนักปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน มีกุฏิสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติ ศาลาสอบอารมณ์กรรมฐาน
โรงครัว ห้องน้ำ-ห้องสุขา นอกจากนี้ ปูชนียวัตถุที่สำคัญยังมีพระพุทธรูปทองคำ เงิน – งาช้างแกะสลัก เครื่องนักรบโบราณ เครื่องชนช้างโบราณฝักดาบเงิน ฝักดาบทอง ช้อนเงิน ช้อนทองคำ แก้ว ๗ สี มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อว่า หลวงพ่อเพชร ซึ่งจำลองจากองค์จริงที่วัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร และอื่นๆ อีก ฯลฯ ก็นับว่าหากใครได้มาเที่ยวชมคงจะติดใจในความสวยงามกันไปทุกราย
Posted in Uncategorized | No Comments »
Monday, September 15th, 2008
มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวัดกันบ้างด้วย “วัดพระธาตุดอยน้อย” หากจะพูดถึงชื่อวัดนี้ส่วนใหญ่มักไม่คุ้นหู แต่ที่วัดแห่งนี้กลับมีเงาพระธาตุปรากฏให้ชมถึง 5 เงาด้วยกัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ไม่น้อยเลยรู้จักวัดพระธาตุดอยน้อยวัดพระธาตุดอยน้อย เป็นวัดเล็กๆตั้งอยู่ใน ต.ท่าผา อ.เกาะคา จ.ลำปาง เชื่อกันว่าวันแห่งนี้สร้างโดยครูบาศรีวิชัย โดยแต่เดิมบนดอยน้อยแห่งนี้มีป่าไม้หนาทึบอุดมสมบูรณ์ พระภิกษุสงฆ์ที่แสวงหาความวิเวกจึงได้แวะเวียนขึ้นมาปฏิบัติธรรม ชาวบ้านละแวกนั้นได้เห็นก็พากันศรัทธา ช่วยถางบริเวณป่าสร้างกุฏิไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคาถวายพระภิกษุให้ท่านได้อยู่อาศัยเพื่อปฏิบัติธรรมเวลาผ่านไปพระภิกษุสงฆ์ก็ได้หมุนเวียนกันขึ้นมาปฏิบัติธรรมบ้าง บางช่วงก็รกร้างเพราะขาดพระภิกษุขึ้นมาพำนักพักอาศัย กระทั่งมีพระภิกษุสงฆ์มาพำนักอีกครั้ง ชาวบ้านที่ศรัทธาก็ได้สร้างเสนาสนะขึ้น เป็นต้นว่า กุฏิ เจดีย์ เพื่อ
ให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ไหว้บูชา เมื่อเริ่มมีศาสนวัตถุและสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้น คณะศรัทธาประชาชนก็ได้พร้อมใจกันตั้งเป็นวัดขึ้นโดยให้ชื่อว่า”วัดดอยน้อย” หรือบางคนเรียกว่า “ม่อนดอกด้าย” เมื่อประมาณ พ.ศ.2230 ซึ่งหากใครได้มาท่องเที่ยวแล้วรับรองว่าคงจะติดใจไปตามๆกันอย่างแน่นอนเลยครับ
Posted in Uncategorized | No Comments »
Sunday, September 14th, 2008
มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเลยนั่นคือ “อุทยานแห่งชาติออบขาน “ ซึ่ง อุทยานแห่งชาติออบขาน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 484 ตารางกิโลเมตร หรือ 302,500 ไร่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ สะเมิง หางดง แม่วาง และสันป่าตอง ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนและหินอัคนี ประกอบด้วยป่าประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ดิบเขา สนเขา ดิบแล้ง เบญจพรรณ และ เต็งรัง เป็นต้นกำเนิดน้ำแม่วาง น้ำแม่วิน และน้ำแม่ขาน และที่นี่เป็นแหล่งที่พบเอื้องมณีไตรรงค์แห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งจะบานในช่วงเดือนมกราคม สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่ ออบขาน ห้วยหญ้าไซ ห้วยโป่งผาลาย น้ำตกขุนป๋วย น้ำตกแม่เตียน ถ้ำดอยโตน น้ำพุร้อนแม่โต๋ น้ำตกมรกต น้ำตกแม่มูด
น้ำตกขุนวิน น้ำตกแม่วาง และ ถ้ำตั๊กแตน และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกด้วยซึ่งก็คงน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบสถานที่แบบภูเขา น้ำตก หรือป่า ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติอย่างมากเนื่องจาก มีพันธุ์ไม่นานาชนิดแถมยังมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่เต็มไปหมด ถ้าหากใครได้มาท่องเที่แล้วล่ะก็คงจะต้องติดใจไปตามๆกันอย่างแน่นอน
Posted in Uncategorized | No Comments »
Saturday, September 13th, 2008
มาถึงอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่ไม่ว่าใครจะขึ้นไปเที่ยวบนดอยสุเทพก็จะต้องแวะทุกรายเพราะ ความเชื่อในการไหว้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ซึ่ง อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบุญแห่งล้านนาไทย ผู้เป็นที่เคารพ ศรัทธาของชาวเชียงใหม่และประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่จะขึ้นไปดอยสุเทพ มักจะแวะนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อความ เป็น สวัสดิมงคล ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอย ขึ้นไปสู่ วัดพระบรมธาตุ ดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 และแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2478 รวมระยะทาง 10 กิโลเมตร
ถ้าหากใครได้ไปถึงเชียงใหม่ก็คงจะต้องแวะมากราบไหว้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยกันบ้างแล้วล่ะครับ ไม่งั้นคงเหมือนกับมาไม่ถึงเชียงใหม่ ในสถานที่รอบๆอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยก็จะมีร้านขายดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งก็สามารถหาซื้อได้จากบริเวณนั้นโดยไม่ต้องเตรียมมาจากบ้าน
Posted in Uncategorized | No Comments »
Friday, September 12th, 2008
อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลไปจากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่เลย ซึ่งถ้าหากสนใจจะไปก็สามารถที่จะไปรับชมได้แต่ว่า ควรให้ความเครารพสถานที่ด้วยเนื่องจาก เป็นถึงพระตำหนักเลยทีเดียว ซึ่งพระตำหนักที่จะแนะนำกันในวันนี้คือ “ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์” ซึ่งพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ต้องมีการเดินทางจากวัดพระธาตุดอยสุเทพไปยังพระตำหนักฯ ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นพระตำหนักประทับ แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2505 ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า โดยปกติแล้วจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน ทั้งนี้จะต้องเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มิได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ซึ่งปกติจะปิดในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณกลางเดือนธันวาคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซี่งถ้าหากใครจะไปท่องเที่ยวที่ ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ นั้นก็คงจะต้องดูเวลากันสักหน่อย ไปในช่วงที่ไม่ปิดให้เที่ยวชมนะครับ
ถ้าหากใครได้ไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ก็รับรองว่าคงจะติดใจไปตามๆกันเลยทีเดียวเนื่องจาก สถานที่ๆได้ไปเที่ยวชมนี้เป็นถึง พระตำหนักของพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวเลยทีเดียว
Posted in Uncategorized | No Comments »